Showing posts with label พาร์ทไทม์. Show all posts
Showing posts with label พาร์ทไทม์. Show all posts

เลือกโครงสร้างธุรกิจ

อาจเลือกจัดตั้งหรือจดทะเบียนธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น หรืออาจจะหรือไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ได้ ตรงนี้สุดแท้แต่ความเหมาะสมและความต้องการของตัวคุณเอง โดยทั่วไป จะมีทางเลือกต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

นิติบุคคล (จดทะเบียนจัดตั้งตามกฏหมาย)
-ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน
-ห้างหุ้นส่วนจำกัด
-บริษัทจำกัด
-บริษัทมหาชนจำกัด (อันนี้คงไม่เกี่ยวกับฟรีแลนซ์)

-กิจการร้านค้า
-ห้างหุ้นส่วนสามัญ

ทั้งนี้รายละเอียดปลีกย่อยของโครงสร้างแต่ละประเภทธุรกิจ กฏระเบียบ ข้อบังคับและการเสียภาษีจะมีความแตกต่างกันไป สามารถไปดูรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ที่ http://www.dbd.go.th/
นอกจากส่วนของการจดหรือไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ส่วนสำคัญที่จะตามมาของเรื่องบัญชีและการนำส่งภาษี ที่เป็นเรื่องสำคัญหลังจากจดทะเบียนแล้วจะมีการกำหนดหมายเลขผู้เสียภาษีให้ใช้ระบุในการยื่นภาษีประจำปี ลองปรึกษาเพิ่มเติมเหล่านี้ได้จากบริษัทที่รับดำเนินการด้านบัญชีและการตรวจสอบบัญชี

ในส่วนของระบบเอกสารบัญชีนั้น ช่วงเริ่มต้นมักจะไม่ได้ซับซ้อน ยุ่งยากอะไรนัก หากคุณพอจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้บางก็อาจเริ่มต้นด้วยการจัดการทำเอง โดยจดบันทึกรายละเอียดรายรับรายจ่ายต่าง ๆ เองไปก่อน โดยไม่ต้องว่าจ้างพนักงานบัญชีมาเป็นพนักงานในบริษัท แต่จะให้ดีก็หาบริษัทที่ปรึกษาด้านบัญชีมาวางระบบให้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องมี ผมเคยเจอน้องคนหนึ่งเปิดบริษัทเพื่อรับงานฟรีแลนซ์นอกเวลาทำงานประจำ เธอมีงานค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ เธอไม่เคยยื่นเสียภาษีประจำปีเลย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่สรรพากรส่งจดหมายเชิญไปพบนั้นหล่ะครับ

เรื่องสำคัญอีกส่วนก็คือ ไม่ว่าจะเลือกใช้โครงสร้างธุรกิจในรูปแบบใดก็ตาม ต้องแยกบัญชีการเงินของธุรกิจให้ขาดออกจากบัญชีการเงินส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการเผลอใช้เงินปะปนกัน ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าดี รวมทั้งยุ่งยากเมื่อถึงเวลาต้องการทำเอกสารด้านภาษี...

จุดด้อยของการทำงานประจำแต่รับงานฟรีแลนซ์เป็นงานเสริม (ต่อ)

อาจเจอปัญหาเมื่องานนอกเยอะจนรับมือไม่ไหว
       อีกกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ งานประจำก็เยอะมากตามปกติ งานฟรีแลนซ์ที่รับไว้แบบพาร์ทไทม์ดันไหลเข้ามาพร้อม ๆ กัน แม้ว่าคุณจะพยายามบริหารเวลาอย่างไรก็ตาม
ก็ยังไม่มีแววว่างานทั้งสองอย่างจะแล้วเสร็จ เรียกว่าปั่นงานกันแบบไม่หลับไม่นอนก็แล้ว ทำงานตลอดหลังเลิกงานก็แล้ว เสาร์ อาทิตย์ก็ใช้เวลาหมดแล้ว เผลอ ๆ ลาป่วย
การเมืองแล้วก็ยังไม่เสร็จอยู่ดี
     สิ่งที่ต้องระวังคือ การรับงานมากจนเกินกำลังอาจทำให้คุณภาพงานทั้งสองส่วนแย่ลง ท้ายที่สุดไม่ว่าจะอย่างไรเราจำเป็นต้องทำงานที่มีคุณภาพ  เพราะหากปล่อยงานคุณภาพ
ไม่ดีออกไป อาจต้องเสียทั้งงานประจำและงานฟรีแลนซ์จากลูกค้าที่อาจไม่หวนกลับมาหาคุณอีกเลย

ลูกค้าชอบติดต่อในเวลาปกติ
    คงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะทำงานในเวลาออฟฟิศปกติ คือ เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ขณะที่คนที่ทำงานฟรีแลนซ์แบบพาร์ทไทม์อาจคิดว่าเวลาช่วงนี้คือเวลา
สำหรับการทำงานประจำของตัวเอง และไม่อยากรับสายจากผู้ว่าจ้างงานนอก
คงไม่สนุกหากคุณกำลังประชุมอยู่แล้วมีสายโทรเข้ามาตามงานหลายคนเลือกการปิดโทรศัพท์ หรือปิดเสียงไม่รับสายในเวลางาน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญอีกจุดของการ
ทำงานฟรีแลนซ์ในรูปแบบพาร์ทไทม์ ผู้ว่าจ้างโดยมากจะสอบถามตั้งแต่ก่อนตกลงทำสัญญาจ้างงานเลย ว่าเราเป็นฟรีแลนซ์แบบฟลูไทม์หรือพาร์ทไทม์ เพราะผู้ว่าจ้างหลายรายต้องการ
เลือกฟรีแลนซ์ที่พร้อมทำงานได้ในแบบฟลูไทม์เท่านั้น คำแนะนำคือตอบลูกค้าไปตามความเป็นจริงว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ประเภทใด อย่าลืมว่าด้วยเทคโนโลยีสื่อสารปัจจุบัน ลูกค้าอาจจะขอ
คุยกัเราผ่านอินเตอร์เน็ตโดยมีเว็บแคมสื่อสารได้เหมือนกับนั่งทำงานในออฟฟิศเดียวกัน ดังนั้นควรจะซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาจะดีกว่า

เกินกำลังหรือเปล่า
การมีรายได้เพิ่มย่อมเป็นเรื่องที่คนทำงานแทบทุกคนต้องการ แต่การทำงานสองอย่างควบคู่กันไปอาจเป็นเรื่องที่เกินกำลัง ลำพังงานประจำวันละแปดชั่วโมงบวกกับพลังที่ต้องใช้ไปกับการเดินทาง
ไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานก็อาจทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงได้แล้ว ถ้าต้องการรับมือกับงานฟรีแลนซ์อีกลองถามตัวเองดูว่าจะรับมือไหวหรือเปล่า ซึ่งส่วนนี้อาจแตกต่างกันไปสำหรับการซาร์ต
พลังด้วยการพักผ่อน การดูหนัง ฟังเพลง หรือต้องการชีวิตที่มีสังคมกับเพื่อน ๆ หลังเลิกงาน อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่าเรามีความสุขกับการทำงานในวันเสาร์อาทิตย์หรือหลังเวลาเลิกงาน
หรือเปล่า

รู้จักกับงานฟรีแลนซ์

       สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ สถานภาพการจ้างงานของตัวคุณเอง คุณตั้งเป้าอยากเป็นฟรีแลนซ์แบบฟลูไทม์ หรือเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพเลยใช้หรือเปล่า หรือต้องการแค่รับงานฟรีแลนซ์เป็นงานพิเศษ เพื่อเพิ่มรายได้จากทักษะที่ตัวเองมี แต่ยังคงทำงานประจำกินเงินเดือนไปด้วย
     สำหรับคนที่มั่นใจ แน่ใจว่าผลงานตัวเองมีคนยอมรับและยินดีว่าจ้างแน่ ๆ และพร้อมแล้ว ก็อาจจะมองว่าการเดินทางไปลาออกจากสถานะการทำงานประจำว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น บางคนบอกว่าเหมือนการปลดแอกเป็นการประกาศอิสรภาพ หรือสำหรับบางคนอาจเหมือนการ Unplug ออกจากระบบเลยที่เดี่ยว
     แต่หลายคนไม่ต้องการเสียงด้วยเหตุผลที่ต้องการมีรายได้ประจำอยู่เหมือนเดิม แต่ขอหารายได้เพิ่มในบทบาทฟรีแลนซ์ด้วยการรับงานพิเศษ นอกจากนี้สำหรับหลายคน การทำงานประจำยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการหาลูกค้าเมื่อต้องการออกไปเป็นฟรีแลนซ์เต้ฒตัวอีกต่างหาก ลองมาพิจารณาดูจุดเด่น จุดด้อยของการเป็นฟรีแลนซ์ทั้งสองลักษณะกันดีกว่า

อะไรคืองานฟรีแลนซ์

ถ้าจะอธิบายแบบกระชับ ๆ เข้าใจง่าย ๆ งานฟรีแลนซ์ก็คือ คนที่ทำงานให้กับตัวเอง คือคนที่รับจ้างทำงานหรือให้บริหารอะไรบางอย่าง เช่นช่างถ่ายภาพ โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ ที่ปรึกษา เทรนเนอร์ โค้ช ฯลฯ จุดที่แตกต่างออกไปคือ ฟรีแลนซ์มักจะมีลูกค้าหลายรายมากกว่าจะทำงานให้นายจ้างเพียงรายเดี่ยว ทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องมีก็คือ การบริหารจัดการเวลาโดยต้องการแน่ใจว่าจะสามารถทำงานของผู้ว่าจ้างหลายรายให้เสร็จพร้อมกันได้จริง ๆ ไม่ใช่รับงานมากจนบริหารไม่ได้
บางครั้งการทำงานในรูปแบบฟรีแลนซ์ อาจถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ เช่น การทำงานเป็นสัญญาจ้าง (contractor) ซึ่งอาจเป็นการตอบรับทำงานให้กับลูกค้าโดยมีการระบุช่วงเวลาแน่นอน ให้ตำแหน่งงานอะไรก็ตามแต่ตกลงโดยระหว่างที่ทำงานก็จะได้รับค่าตอบแทนที่ตกลงกันเป็นรายเดือนไป
หลายคนอาจมองว่างานฟรีแลนซ์ก็เป็นเพียงอาชีพอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ถ้าพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่ามันมีอะไรมากไปกว่านั้น ๆ การเลือกอาชีพนี้เท่ากับการดำเนินธุรกิจของตัวเองจากจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจฟรีแลนซ์อาจจะขยับขยายไปเป็นธุรกิจที่เติบโต มีการจ้างพนักงานมาทำงานในส่วนต่าง ๆ เต็มรูปแบบเมื่อโอกาสเปิดกว้างและธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดี
ข้อดีของการทำงานในรูปแบบนี้คือการที่เรามีอิสระที่จะเลือกงานที่เราจะทำ กำหนดระยะเวลาที่จะทำงาน ไปจนถึงเลือกนายจ้างที่เราต้องการทำงานให้ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบอื่น ๆ ตามมาอีกไม่น้อย เช่น ความเครียด จากการจะหางานมาได้จากที่ไหน จะได้รับเงินค่าตอบแทนเมื่อไหร่ จะทำยังไงเมื่อมีงานมากเกินความสามารถที่จะรองรับได้ และเช่นกันจะทำอย่างไรเมื่อไม่มีงานเข้า การทำสัญญาว่าจ้าง การติดตามทวงถามหนี้
จากข้อมูลและความรับผิดชอบที่กล่าวมาจะเห็นว่า ลำพังแค่ความรู้ ความสามารถพิเศษจากทางใดทางหนึ่งอาจะไม่พอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตั้งเป้าว่าเมื่อเลือกที่จะใช้อาชีพฟรีแลนซ์เราจะขอเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพและพร้อมจะสร้างรายได้จากงานที่เรารักแบบไม่ขอลำบาก ทำเงินกันให้ได้เป็นกอบเป็นกำพร้อม ๆ กับอิสระในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น
พอพูดแบบนี้ หลายคนอาจเริ่มลังเลและเห็นว่าการยึดการทำงานแบบฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเกินไปหรือเปล่า ยืนยันเลยครับว่าอาจจะต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่การเลือกเดินบนเส้นทางสายฟรีแลนซ์นั้นจะให้อิสระให้ความรู้สึกที่ดีที่เทียบเท่าไม่ได้กับการทำงานให้คนอื่น เราจะลุกจากเตียงนอนขึ้นมาทุกเช้าเพื่อควบคุมโชคชะตาของเราเอง ด้วยความรู้สึกของการเป็นนายชีวิตของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าความรู้สึกแบบนี้ไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงินเดือน....

โมดูลสำหรับขั้นตอนสู่การเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ

เราลองมาดูหัวข้อทั้งหมด ที่จะต้องเรียนรู้ในการก้าวสู่อาชีพฟรีแลนซ์มืออาชีพกันก่อนนะครับ ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

Module 1 : เริ่มต้นสู่การเป็นฟรีแลนซ์
  • อะไรคืองานฟรีแลนซ์
  • รู้จักกับงานฟรีแลนซ์
  • ทำงานพาร์ทไทม์+ฟรีแลนซ์
  • ฟรีแลนซ์เต็มตัว
  • ลาออกดีหรือเปล่า
  • ประเมินสถานการณ์การเงิน
  • เรื่องธุรกิจ บัญชีและกฏหมาย
  • อย่าลืมแผนธุรกิจ
Module 2 : ฟรีแลนซ์ต้องรู้จักสร้างแบรนด์
  • ทำไมต้องสร้างแบรนด์
  • งานของเรา แบรนด์ของเรา
  • ตั้งชื่อธุรกิจและบริการให้โดนใจ
  • โลโก้ นามบัตรและเอกสารแบบมืออาชีพ
  • เว็บไซต์ ห้ามมองข้าม
  • สร้างชื่อเสียงจากงานที่ทำ
Module 3 : บริหารเวลาทำงานแบบมืออาชีพ
  • โฮมออฟฟิศ หรือออฟฟิศดี
  • ที่ทำงานต้องมีความสุข
  • อุปกรณ์ที่จำเป็น
  • ดูแลตัวเองให้ดี
  • บริหารเวลา สร้างงานให้ได้ตามเป้า
  • โดดเด่นด้วยเนื้องาน
  • ฟรีแลนซ์กับความเหงา
  • ฟรีแลนซ์กับโลกร้อน
Module 4 : จัดพอร์ต หางาน สร้างเงิน
  • พอร์ตโฟลิโอ
  • หางานแรกให้ได้
  • หาลูกค้าจากการบอกต่อ
  • พบลูกค้าใหม่
Module 5 : สารพัดเทคนิคบริหารโครงการ
  • การคุยงาน
  • สรุปเรื่องที่คุย กำหนดขอบข่ายงาน
  • ประเมินกรอบเวลา
  • โครงการใหญ่ รับมือยังไงดี