แม้เราจะไม่แนะนำให้ทุกคนเดินไปยื่นจดหมายลาออกจากงานที่ทำอยู่ เพื่อออกมารับงานฟรีแลนซ์เต็มเวลา แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มุ่งมั่นและเลือกแบบไม่มีแทงกั๊ก สำหรับคนที่ต้องการเดิน
สายฟรีแลนซ์เต็มตัว เราแนะนำว่าควรมีเงินทุนสำหรับการเลี้ยงชีพตามปกติอย่างน้อย ๆ ที่สุดสามเดือนหรือถ้าจะให้ดีก็ต้องหกเดือนขึ้นไป แต่เงื่อนไขแบะรายบะเอียดปลีกย่อยอาจจะแตกกต่าง
กันไปไม่สิ้นสุด หลายคนเลือกเดินเส้นทางฟรีแลนซ์ดั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว โดยอาจได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัว ขณะที่บางคนอาจทำงานประจำมาจนมีความชำนาญ มีฐานลูกค้า
ในมือแล้วจึงออกมาทำงานฟรีแลนซ์เพื่อให้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น ฯลฯ
การเริ่มงานฟรีแลนซ์โดยยังขาดประสบการณ์ต้องบอกว่าเป็นก้าวที่อันตรายอย่างยิ่ง เราจึงเน้นยำว่าควรมีเงินหล่อเลี้ยงให้ได้ตามปกติอย่างน้อยสามหรือหกเดือน หรือมีช่องทางรายได้อื่น ๆ เข้า
มาช่วย ลองมาดูกันว่าการเลือกเดินเส้นทางฟรีแลนซ์เต็มตัวดีหรือไม่อย่างไร
คุณมีเวลาเต็มที่สำหรับงานฟรีแลนซ์
การทำงานฟรีแลนซ์เต็มเวลา ย่อมหมายถึงการมีเป้าหมายเพียงเป้าเดียวให้เล็ง สมาธิและพลังทั้งหมดจะถูกทุ่มเทให้อย่างไม่มีทางเลือกอื่น ๆ แน่นอนว่าความสม่ำเสมอและการพัฒนาตนเองและ
คุณภาพงานย่อมดีกว่าการเลือกเป็นฟรีแลนซ์แค่วันหยุด หรือต้องการทำงานประจำหรืองานพาร์ทไทม์ไปด้วย
ขยายงาน หาลูกค้าได้เต็มกำลัง
การมีเวลาเต็มที่สำหรับงานฟรีแลนซ์ ย่อมหมายถึงการมีโอกาสในการแสวงหาและสร้างฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น การทำงานฟรีแลนซ์จะกลายเป็นไลฟ์สไตล์ประจำวันของคุณไปในที่สุด
มีเวลารับงานได้ตามเวลาปกติของลูกค้า
เมื่อคุณหันมารับงานฟรีแลนซ์เต็มตัว ลูกค้าจะพึงพอใจมากขึ้นเพราะสามารถติดต่อคุณได้ในช่วงเวลางานปกติ ไม่จำเป็นต้องรอช่วงหลังเลิกงาน เพราะสามารถติดต่อคุณได้ในช่วงเวลาทำงานปกติ
ไม่จำเป็นต้องรอช่วงหลังเลิกงานหรือเฉพาะวันหยุด ซึ่งย่อมหมายถึงการมีเวลายืดหยุ่นสำหรับการทำงานมากขึ้น พร้อมสำหรับการรองรับงานด่วน หรือประชุมงาน คุยงานได้อย่างดี
แล้วข้อด้วยของการทำงานฟรีแลนซ์เต็มตัวล่ะ
อาจจะต้องทำงานคนเดียวหรือไม่มีสังคมในที่ทำงาน
การทงานลำพังคนเดียวหรือไม่มีสังคมในที่ทำงาน
การทงานลำพังสำหรับบางคนอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่่สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องธรรมดา นอกจากประเด็นความเหงาหรือการขาดสังคมในการทำงานแล้ว ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่การขาดคนควบคุม
และสั่งงานอีกด้วย สำหรับหลาย ๆ คน เมื่อไม่มีกรอบของสำนักงาน ไม่มีหัวหน้าค่อยสั่งงาน ก็อาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เผลอก็เปิดโทรทัศน์ดู ไปหาอะไรกิน งีบหลับ ฯลฯ ถ้าขาดระเบียบเช่นนี้ก็
ยากที่จะประสบความสำเร็จได้กับงานฟรีแลนซ์
มองมุมนี้ จะได้เห็นได้ชัดว่าการจะประสบความสำเร็จกับงานฟรีแลนซ์ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทักษะสำคัญในการควบคุมตัวเองให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น
ต้องรับความเสี่ยงด้านการเงินเพิ่มขึ้น
สำหรับคนที่มีต้นทุนจากเงินออมอย่างเดียว ต้องเจอแรงกดดันจากการพยายามผลักดันงานให้สำเร็จให้ได้ ก่อนที่เงินเก็บในบัญชีจะหมด ซึ่งมองในแง่หนึ่งมันก็คือแรงผลักดันชั้นยอด ที่จะบีบให้เรา
ขยันและทุ่มเทแบบมีเท่าไหร่ใส่หมด แต่อีกทางหนึ่งก็ย่อมหมายถึงความเครียดไม่น้อยเช่นกัน...
อยากเป็นฟรีแลนซ์ หรือกำลังจะก้าวสู่การเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ ควรเริ่มต้นยังไง? ฟรีแลนซ์มีแบบไหนบ้างล่ะ? ฟรีแลนซ์มืออาชีพเขาทำงานกันยังไง? แนวทางการหางานของฟรีแลนซ์ล่ะ ทำยังไง? ฟรีแลนซ์เขาทำงานกันเวลาไหนบ้าง? แล้วสังคมฟรีแลนซ์ล่ะ เป็นยังไง? จะเริ่มต้นอย่างไรกับการเป็นฟรีแลนซ์? อาชีพฟรีแลนซ์มีอะไรบ้างล่ะ? ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่อยากเป็นฟรีแลนซ์ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองศึกษาดูก่อนดีไหม? เพราะที่ step2freelancer เขามีคำแนะนำดี ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานฟรีแลนซ์ อย่ามัวช้า คลิกไปดูกันเลย....
Showing posts with label สร้างแบรนด์. Show all posts
Showing posts with label สร้างแบรนด์. Show all posts
ทำงานพาร์ทไทม์+ฟรีแลนซ์
การเล่นบทฟรีแลนซ์จะง่ายขึ้น สำหรับคนที่ทำงานแบบพาร์ทไทม์ เช่น งานที่ต้องเข้าไปทำสัปดาห์และ 2-3 วัน ก็จะเหลือเวลาสำหรับการทำงานแบบฟรีแลนซ์ได้เต็มที่ขึ้น ขณะเดี่ยวักนก็สามารถ
มั่นใจได้ส่วนหนึ่งว่ายังคงมีรายได้จากการรับงานพาร์ทไทม์มาเป็นตัวประคับประคองไปด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ ของการเริ่มงานฟรีแลนซ์ในลักษณะนี้ คือ
มีแหล่งรายได้คงที่ในส่วนหนึ่ง
การมีงานพาร์ทไทม์เป็นแหล่งรายได้เพื่อก้าวไปสู่การทำงานฟรีแลนซ์แบบเต็มตัวจะช่วยลดความเครียดลงได้ส่วนหนึ่ง และข่วยให้สามารถก้าวไปได้ด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะลำพัง
รายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์เองก็ย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนกันทำงานประจำ แต่ข้อดีก็คือ เราจะได้กระตุ้นตัวเองเสมอว่า เป้าหมายจริง ๆ ของเราคือการเลี้ยงชีพด้วยการก้าวไปเป็นฟรีแลนซ์
มืออาชีพในที่สุด
เตรียมความพร้อมไปในตัว
สำหรับหลายคนแล้ว การทำงานพาร์ทไทม์เป็นเพราะเราไม่ได้อยากทำงานให้คนอื่น เป้าหมายลึก ๆ จะถูกกระตุ้นเตือนไว้เสมอว่าเป้าหมายจริง ๆ ของเราคืออะไร
มีเวลามากขึ้น
แน่นอนว่าการทำงานประจำเต็มเวลา ย่อมหมายถึงการมีเวลาเหลือสำรหับทำงานฟรีแลนซ์นน้อยถึงน้อยมาก ซึ่งหมายถึงการมีสมาธิกับงานที่รับมาน้อยลงไปด้วยในตัว และคุณภาพงานรวมทั้งชีวิต
อาจจะไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก แต่สำหรับคนทำงานพาร์ทไทม์จะจัดสรรช่วงเวลาได้ดีขึ้น สำรหับการรับงานฟรีแลนซ์
เมื่อมีลูกค้าประมากพอค่อยบอกลางานพาร์ทไทม์
หลังจากรับงานฟรีแลนซ์อย่างจริงจัง และใส่ใจในคุณภาพงานไประยะหนึ่ง หากรู้สึกแน่ใจว่างานฟรีแลนซ์ไปฉลุยแน่แล้ว เราก็สามารถบอกลางานพาร์ทไทม์ได้อย่างไม่ต้องลังเล พูดง่าย ๆ ก็คือเสี่ยง
น้อยกว่าการที่จู่ ๆ จะออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวโดยไม่มีแหล่งรายได้อะไรรองรับนั่นเอง
มั่นใจได้ส่วนหนึ่งว่ายังคงมีรายได้จากการรับงานพาร์ทไทม์มาเป็นตัวประคับประคองไปด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ ของการเริ่มงานฟรีแลนซ์ในลักษณะนี้ คือ
มีแหล่งรายได้คงที่ในส่วนหนึ่ง
การมีงานพาร์ทไทม์เป็นแหล่งรายได้เพื่อก้าวไปสู่การทำงานฟรีแลนซ์แบบเต็มตัวจะช่วยลดความเครียดลงได้ส่วนหนึ่ง และข่วยให้สามารถก้าวไปได้ด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะลำพัง
รายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์เองก็ย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนกันทำงานประจำ แต่ข้อดีก็คือ เราจะได้กระตุ้นตัวเองเสมอว่า เป้าหมายจริง ๆ ของเราคือการเลี้ยงชีพด้วยการก้าวไปเป็นฟรีแลนซ์
มืออาชีพในที่สุด
เตรียมความพร้อมไปในตัว
สำหรับหลายคนแล้ว การทำงานพาร์ทไทม์เป็นเพราะเราไม่ได้อยากทำงานให้คนอื่น เป้าหมายลึก ๆ จะถูกกระตุ้นเตือนไว้เสมอว่าเป้าหมายจริง ๆ ของเราคืออะไร
มีเวลามากขึ้น
แน่นอนว่าการทำงานประจำเต็มเวลา ย่อมหมายถึงการมีเวลาเหลือสำรหับทำงานฟรีแลนซ์นน้อยถึงน้อยมาก ซึ่งหมายถึงการมีสมาธิกับงานที่รับมาน้อยลงไปด้วยในตัว และคุณภาพงานรวมทั้งชีวิต
อาจจะไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก แต่สำหรับคนทำงานพาร์ทไทม์จะจัดสรรช่วงเวลาได้ดีขึ้น สำรหับการรับงานฟรีแลนซ์
เมื่อมีลูกค้าประมากพอค่อยบอกลางานพาร์ทไทม์
หลังจากรับงานฟรีแลนซ์อย่างจริงจัง และใส่ใจในคุณภาพงานไประยะหนึ่ง หากรู้สึกแน่ใจว่างานฟรีแลนซ์ไปฉลุยแน่แล้ว เราก็สามารถบอกลางานพาร์ทไทม์ได้อย่างไม่ต้องลังเล พูดง่าย ๆ ก็คือเสี่ยง
น้อยกว่าการที่จู่ ๆ จะออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวโดยไม่มีแหล่งรายได้อะไรรองรับนั่นเอง
จุดด้อยของการทำงานประจำแต่รับงานฟรีแลนซ์เป็นงานเสริม (ต่อ)
อาจเจอปัญหาเมื่องานนอกเยอะจนรับมือไม่ไหว
อีกกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ งานประจำก็เยอะมากตามปกติ งานฟรีแลนซ์ที่รับไว้แบบพาร์ทไทม์ดันไหลเข้ามาพร้อม ๆ กัน แม้ว่าคุณจะพยายามบริหารเวลาอย่างไรก็ตาม
ก็ยังไม่มีแววว่างานทั้งสองอย่างจะแล้วเสร็จ เรียกว่าปั่นงานกันแบบไม่หลับไม่นอนก็แล้ว ทำงานตลอดหลังเลิกงานก็แล้ว เสาร์ อาทิตย์ก็ใช้เวลาหมดแล้ว เผลอ ๆ ลาป่วย
การเมืองแล้วก็ยังไม่เสร็จอยู่ดี
สิ่งที่ต้องระวังคือ การรับงานมากจนเกินกำลังอาจทำให้คุณภาพงานทั้งสองส่วนแย่ลง ท้ายที่สุดไม่ว่าจะอย่างไรเราจำเป็นต้องทำงานที่มีคุณภาพ เพราะหากปล่อยงานคุณภาพ
ไม่ดีออกไป อาจต้องเสียทั้งงานประจำและงานฟรีแลนซ์จากลูกค้าที่อาจไม่หวนกลับมาหาคุณอีกเลย
ลูกค้าชอบติดต่อในเวลาปกติ
คงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะทำงานในเวลาออฟฟิศปกติ คือ เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ขณะที่คนที่ทำงานฟรีแลนซ์แบบพาร์ทไทม์อาจคิดว่าเวลาช่วงนี้คือเวลา
สำหรับการทำงานประจำของตัวเอง และไม่อยากรับสายจากผู้ว่าจ้างงานนอก
คงไม่สนุกหากคุณกำลังประชุมอยู่แล้วมีสายโทรเข้ามาตามงานหลายคนเลือกการปิดโทรศัพท์ หรือปิดเสียงไม่รับสายในเวลางาน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญอีกจุดของการ
ทำงานฟรีแลนซ์ในรูปแบบพาร์ทไทม์ ผู้ว่าจ้างโดยมากจะสอบถามตั้งแต่ก่อนตกลงทำสัญญาจ้างงานเลย ว่าเราเป็นฟรีแลนซ์แบบฟลูไทม์หรือพาร์ทไทม์ เพราะผู้ว่าจ้างหลายรายต้องการ
เลือกฟรีแลนซ์ที่พร้อมทำงานได้ในแบบฟลูไทม์เท่านั้น คำแนะนำคือตอบลูกค้าไปตามความเป็นจริงว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ประเภทใด อย่าลืมว่าด้วยเทคโนโลยีสื่อสารปัจจุบัน ลูกค้าอาจจะขอ
คุยกัเราผ่านอินเตอร์เน็ตโดยมีเว็บแคมสื่อสารได้เหมือนกับนั่งทำงานในออฟฟิศเดียวกัน ดังนั้นควรจะซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาจะดีกว่า
เกินกำลังหรือเปล่า
การมีรายได้เพิ่มย่อมเป็นเรื่องที่คนทำงานแทบทุกคนต้องการ แต่การทำงานสองอย่างควบคู่กันไปอาจเป็นเรื่องที่เกินกำลัง ลำพังงานประจำวันละแปดชั่วโมงบวกกับพลังที่ต้องใช้ไปกับการเดินทาง
ไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานก็อาจทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงได้แล้ว ถ้าต้องการรับมือกับงานฟรีแลนซ์อีกลองถามตัวเองดูว่าจะรับมือไหวหรือเปล่า ซึ่งส่วนนี้อาจแตกต่างกันไปสำหรับการซาร์ต
พลังด้วยการพักผ่อน การดูหนัง ฟังเพลง หรือต้องการชีวิตที่มีสังคมกับเพื่อน ๆ หลังเลิกงาน อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่าเรามีความสุขกับการทำงานในวันเสาร์อาทิตย์หรือหลังเวลาเลิกงาน
หรือเปล่า
อีกกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ งานประจำก็เยอะมากตามปกติ งานฟรีแลนซ์ที่รับไว้แบบพาร์ทไทม์ดันไหลเข้ามาพร้อม ๆ กัน แม้ว่าคุณจะพยายามบริหารเวลาอย่างไรก็ตาม
ก็ยังไม่มีแววว่างานทั้งสองอย่างจะแล้วเสร็จ เรียกว่าปั่นงานกันแบบไม่หลับไม่นอนก็แล้ว ทำงานตลอดหลังเลิกงานก็แล้ว เสาร์ อาทิตย์ก็ใช้เวลาหมดแล้ว เผลอ ๆ ลาป่วย
การเมืองแล้วก็ยังไม่เสร็จอยู่ดี
สิ่งที่ต้องระวังคือ การรับงานมากจนเกินกำลังอาจทำให้คุณภาพงานทั้งสองส่วนแย่ลง ท้ายที่สุดไม่ว่าจะอย่างไรเราจำเป็นต้องทำงานที่มีคุณภาพ เพราะหากปล่อยงานคุณภาพ
ไม่ดีออกไป อาจต้องเสียทั้งงานประจำและงานฟรีแลนซ์จากลูกค้าที่อาจไม่หวนกลับมาหาคุณอีกเลย
ลูกค้าชอบติดต่อในเวลาปกติ
คงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะทำงานในเวลาออฟฟิศปกติ คือ เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ขณะที่คนที่ทำงานฟรีแลนซ์แบบพาร์ทไทม์อาจคิดว่าเวลาช่วงนี้คือเวลา
สำหรับการทำงานประจำของตัวเอง และไม่อยากรับสายจากผู้ว่าจ้างงานนอก
คงไม่สนุกหากคุณกำลังประชุมอยู่แล้วมีสายโทรเข้ามาตามงานหลายคนเลือกการปิดโทรศัพท์ หรือปิดเสียงไม่รับสายในเวลางาน ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญอีกจุดของการ
ทำงานฟรีแลนซ์ในรูปแบบพาร์ทไทม์ ผู้ว่าจ้างโดยมากจะสอบถามตั้งแต่ก่อนตกลงทำสัญญาจ้างงานเลย ว่าเราเป็นฟรีแลนซ์แบบฟลูไทม์หรือพาร์ทไทม์ เพราะผู้ว่าจ้างหลายรายต้องการ
เลือกฟรีแลนซ์ที่พร้อมทำงานได้ในแบบฟลูไทม์เท่านั้น คำแนะนำคือตอบลูกค้าไปตามความเป็นจริงว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ประเภทใด อย่าลืมว่าด้วยเทคโนโลยีสื่อสารปัจจุบัน ลูกค้าอาจจะขอ
คุยกัเราผ่านอินเตอร์เน็ตโดยมีเว็บแคมสื่อสารได้เหมือนกับนั่งทำงานในออฟฟิศเดียวกัน ดังนั้นควรจะซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาจะดีกว่า
เกินกำลังหรือเปล่า
การมีรายได้เพิ่มย่อมเป็นเรื่องที่คนทำงานแทบทุกคนต้องการ แต่การทำงานสองอย่างควบคู่กันไปอาจเป็นเรื่องที่เกินกำลัง ลำพังงานประจำวันละแปดชั่วโมงบวกกับพลังที่ต้องใช้ไปกับการเดินทาง
ไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานก็อาจทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงได้แล้ว ถ้าต้องการรับมือกับงานฟรีแลนซ์อีกลองถามตัวเองดูว่าจะรับมือไหวหรือเปล่า ซึ่งส่วนนี้อาจแตกต่างกันไปสำหรับการซาร์ต
พลังด้วยการพักผ่อน การดูหนัง ฟังเพลง หรือต้องการชีวิตที่มีสังคมกับเพื่อน ๆ หลังเลิกงาน อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่าเรามีความสุขกับการทำงานในวันเสาร์อาทิตย์หรือหลังเวลาเลิกงาน
หรือเปล่า
รู้จักกับงานฟรีแลนซ์
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก็คือ สถานภาพการจ้างงานของตัวคุณเอง คุณตั้งเป้าอยากเป็นฟรีแลนซ์แบบฟลูไทม์ หรือเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพเลยใช้หรือเปล่า หรือต้องการแค่รับงานฟรีแลนซ์เป็นงานพิเศษ เพื่อเพิ่มรายได้จากทักษะที่ตัวเองมี แต่ยังคงทำงานประจำกินเงินเดือนไปด้วย
สำหรับคนที่มั่นใจ แน่ใจว่าผลงานตัวเองมีคนยอมรับและยินดีว่าจ้างแน่ ๆ และพร้อมแล้ว ก็อาจจะมองว่าการเดินทางไปลาออกจากสถานะการทำงานประจำว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น บางคนบอกว่าเหมือนการปลดแอกเป็นการประกาศอิสรภาพ หรือสำหรับบางคนอาจเหมือนการ Unplug ออกจากระบบเลยที่เดี่ยว
แต่หลายคนไม่ต้องการเสียงด้วยเหตุผลที่ต้องการมีรายได้ประจำอยู่เหมือนเดิม แต่ขอหารายได้เพิ่มในบทบาทฟรีแลนซ์ด้วยการรับงานพิเศษ นอกจากนี้สำหรับหลายคน การทำงานประจำยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการหาลูกค้าเมื่อต้องการออกไปเป็นฟรีแลนซ์เต้ฒตัวอีกต่างหาก ลองมาพิจารณาดูจุดเด่น จุดด้อยของการเป็นฟรีแลนซ์ทั้งสองลักษณะกันดีกว่า
สำหรับคนที่มั่นใจ แน่ใจว่าผลงานตัวเองมีคนยอมรับและยินดีว่าจ้างแน่ ๆ และพร้อมแล้ว ก็อาจจะมองว่าการเดินทางไปลาออกจากสถานะการทำงานประจำว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น บางคนบอกว่าเหมือนการปลดแอกเป็นการประกาศอิสรภาพ หรือสำหรับบางคนอาจเหมือนการ Unplug ออกจากระบบเลยที่เดี่ยว
แต่หลายคนไม่ต้องการเสียงด้วยเหตุผลที่ต้องการมีรายได้ประจำอยู่เหมือนเดิม แต่ขอหารายได้เพิ่มในบทบาทฟรีแลนซ์ด้วยการรับงานพิเศษ นอกจากนี้สำหรับหลายคน การทำงานประจำยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการหาลูกค้าเมื่อต้องการออกไปเป็นฟรีแลนซ์เต้ฒตัวอีกต่างหาก ลองมาพิจารณาดูจุดเด่น จุดด้อยของการเป็นฟรีแลนซ์ทั้งสองลักษณะกันดีกว่า
อะไรคืองานฟรีแลนซ์
ถ้าจะอธิบายแบบกระชับ ๆ เข้าใจง่าย ๆ งานฟรีแลนซ์ก็คือ คนที่ทำงานให้กับตัวเอง คือคนที่รับจ้างทำงานหรือให้บริหารอะไรบางอย่าง เช่นช่างถ่ายภาพ โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ ที่ปรึกษา เทรนเนอร์ โค้ช ฯลฯ จุดที่แตกต่างออกไปคือ ฟรีแลนซ์มักจะมีลูกค้าหลายรายมากกว่าจะทำงานให้นายจ้างเพียงรายเดี่ยว ทักษะสำคัญที่จำเป็นต้องมีก็คือ การบริหารจัดการเวลาโดยต้องการแน่ใจว่าจะสามารถทำงานของผู้ว่าจ้างหลายรายให้เสร็จพร้อมกันได้จริง ๆ ไม่ใช่รับงานมากจนบริหารไม่ได้
บางครั้งการทำงานในรูปแบบฟรีแลนซ์ อาจถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ เช่น การทำงานเป็นสัญญาจ้าง (contractor) ซึ่งอาจเป็นการตอบรับทำงานให้กับลูกค้าโดยมีการระบุช่วงเวลาแน่นอน ให้ตำแหน่งงานอะไรก็ตามแต่ตกลงโดยระหว่างที่ทำงานก็จะได้รับค่าตอบแทนที่ตกลงกันเป็นรายเดือนไป
หลายคนอาจมองว่างานฟรีแลนซ์ก็เป็นเพียงอาชีพอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ถ้าพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่ามันมีอะไรมากไปกว่านั้น ๆ การเลือกอาชีพนี้เท่ากับการดำเนินธุรกิจของตัวเองจากจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจฟรีแลนซ์อาจจะขยับขยายไปเป็นธุรกิจที่เติบโต มีการจ้างพนักงานมาทำงานในส่วนต่าง ๆ เต็มรูปแบบเมื่อโอกาสเปิดกว้างและธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดี
ข้อดีของการทำงานในรูปแบบนี้คือการที่เรามีอิสระที่จะเลือกงานที่เราจะทำ กำหนดระยะเวลาที่จะทำงาน ไปจนถึงเลือกนายจ้างที่เราต้องการทำงานให้ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบอื่น ๆ ตามมาอีกไม่น้อย เช่น ความเครียด จากการจะหางานมาได้จากที่ไหน จะได้รับเงินค่าตอบแทนเมื่อไหร่ จะทำยังไงเมื่อมีงานมากเกินความสามารถที่จะรองรับได้ และเช่นกันจะทำอย่างไรเมื่อไม่มีงานเข้า การทำสัญญาว่าจ้าง การติดตามทวงถามหนี้
จากข้อมูลและความรับผิดชอบที่กล่าวมาจะเห็นว่า ลำพังแค่ความรู้ ความสามารถพิเศษจากทางใดทางหนึ่งอาจะไม่พอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตั้งเป้าว่าเมื่อเลือกที่จะใช้อาชีพฟรีแลนซ์เราจะขอเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพและพร้อมจะสร้างรายได้จากงานที่เรารักแบบไม่ขอลำบาก ทำเงินกันให้ได้เป็นกอบเป็นกำพร้อม ๆ กับอิสระในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น
พอพูดแบบนี้ หลายคนอาจเริ่มลังเลและเห็นว่าการยึดการทำงานแบบฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเกินไปหรือเปล่า ยืนยันเลยครับว่าอาจจะต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่การเลือกเดินบนเส้นทางสายฟรีแลนซ์นั้นจะให้อิสระให้ความรู้สึกที่ดีที่เทียบเท่าไม่ได้กับการทำงานให้คนอื่น เราจะลุกจากเตียงนอนขึ้นมาทุกเช้าเพื่อควบคุมโชคชะตาของเราเอง ด้วยความรู้สึกของการเป็นนายชีวิตของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าความรู้สึกแบบนี้ไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงินเดือน....
บางครั้งการทำงานในรูปแบบฟรีแลนซ์ อาจถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ เช่น การทำงานเป็นสัญญาจ้าง (contractor) ซึ่งอาจเป็นการตอบรับทำงานให้กับลูกค้าโดยมีการระบุช่วงเวลาแน่นอน ให้ตำแหน่งงานอะไรก็ตามแต่ตกลงโดยระหว่างที่ทำงานก็จะได้รับค่าตอบแทนที่ตกลงกันเป็นรายเดือนไป
หลายคนอาจมองว่างานฟรีแลนซ์ก็เป็นเพียงอาชีพอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ถ้าพิจารณาดี ๆ จะเห็นว่ามันมีอะไรมากไปกว่านั้น ๆ การเลือกอาชีพนี้เท่ากับการดำเนินธุรกิจของตัวเองจากจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจฟรีแลนซ์อาจจะขยับขยายไปเป็นธุรกิจที่เติบโต มีการจ้างพนักงานมาทำงานในส่วนต่าง ๆ เต็มรูปแบบเมื่อโอกาสเปิดกว้างและธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดี
ข้อดีของการทำงานในรูปแบบนี้คือการที่เรามีอิสระที่จะเลือกงานที่เราจะทำ กำหนดระยะเวลาที่จะทำงาน ไปจนถึงเลือกนายจ้างที่เราต้องการทำงานให้ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบอื่น ๆ ตามมาอีกไม่น้อย เช่น ความเครียด จากการจะหางานมาได้จากที่ไหน จะได้รับเงินค่าตอบแทนเมื่อไหร่ จะทำยังไงเมื่อมีงานมากเกินความสามารถที่จะรองรับได้ และเช่นกันจะทำอย่างไรเมื่อไม่มีงานเข้า การทำสัญญาว่าจ้าง การติดตามทวงถามหนี้
จากข้อมูลและความรับผิดชอบที่กล่าวมาจะเห็นว่า ลำพังแค่ความรู้ ความสามารถพิเศษจากทางใดทางหนึ่งอาจะไม่พอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตั้งเป้าว่าเมื่อเลือกที่จะใช้อาชีพฟรีแลนซ์เราจะขอเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพและพร้อมจะสร้างรายได้จากงานที่เรารักแบบไม่ขอลำบาก ทำเงินกันให้ได้เป็นกอบเป็นกำพร้อม ๆ กับอิสระในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น
พอพูดแบบนี้ หลายคนอาจเริ่มลังเลและเห็นว่าการยึดการทำงานแบบฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเกินไปหรือเปล่า ยืนยันเลยครับว่าอาจจะต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่การเลือกเดินบนเส้นทางสายฟรีแลนซ์นั้นจะให้อิสระให้ความรู้สึกที่ดีที่เทียบเท่าไม่ได้กับการทำงานให้คนอื่น เราจะลุกจากเตียงนอนขึ้นมาทุกเช้าเพื่อควบคุมโชคชะตาของเราเอง ด้วยความรู้สึกของการเป็นนายชีวิตของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าความรู้สึกแบบนี้ไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงินเดือน....
โมดูลสำหรับขั้นตอนสู่การเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ
เราลองมาดูหัวข้อทั้งหมด ที่จะต้องเรียนรู้ในการก้าวสู่อาชีพฟรีแลนซ์มืออาชีพกันก่อนนะครับ ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
Module 1 : เริ่มต้นสู่การเป็นฟรีแลนซ์
Module 1 : เริ่มต้นสู่การเป็นฟรีแลนซ์
- อะไรคืองานฟรีแลนซ์
- รู้จักกับงานฟรีแลนซ์
- ทำงานพาร์ทไทม์+ฟรีแลนซ์
- ฟรีแลนซ์เต็มตัว
- ลาออกดีหรือเปล่า
- ประเมินสถานการณ์การเงิน
- เรื่องธุรกิจ บัญชีและกฏหมาย
- อย่าลืมแผนธุรกิจ
- ทำไมต้องสร้างแบรนด์
- งานของเรา แบรนด์ของเรา
- ตั้งชื่อธุรกิจและบริการให้โดนใจ
- โลโก้ นามบัตรและเอกสารแบบมืออาชีพ
- เว็บไซต์ ห้ามมองข้าม
- สร้างชื่อเสียงจากงานที่ทำ
- โฮมออฟฟิศ หรือออฟฟิศดี
- ที่ทำงานต้องมีความสุข
- อุปกรณ์ที่จำเป็น
- ดูแลตัวเองให้ดี
- บริหารเวลา สร้างงานให้ได้ตามเป้า
- โดดเด่นด้วยเนื้องาน
- ฟรีแลนซ์กับความเหงา
- ฟรีแลนซ์กับโลกร้อน
- พอร์ตโฟลิโอ
- หางานแรกให้ได้
- หาลูกค้าจากการบอกต่อ
- พบลูกค้าใหม่
- การคุยงาน
- สรุปเรื่องที่คุย กำหนดขอบข่ายงาน
- ประเมินกรอบเวลา
- โครงการใหญ่ รับมือยังไงดี
Subscribe to:
Posts (Atom)